::Dragon

posted on 03 Nov 2006 01:06 by darksystem

=_มังกร_=

ฟังนิดหนึ่งนะ ช่วยนี้ จะอัพแต่ พวกสัตว์ในตำนานพออัพครบก็ จะ อัพ ของ ฟรีให้โหลดเจ๋งๆ

ตอนที่1

มังกร มาจากภาษาละตินว่า Draco เป็นสัตว์วิเศษที่รู้จักกันในวรรณคดี มังกรเป็น สัตว์อันตราย และน่าสพรึงกลัวสำหรับมนุษย์ จึงมักเป็นศัตรูตัวฉกาจ ของเหล่าวีรบุรุษ ทั้งหลาย การฆ่ามังกรและขึ้นเถลิงราชย์เป็นกษัตริย์ มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ ขององค์กษัตริย์ทั้งที่มีตัวตนจริงๆ และกษัตริย์ในตำนานต่างๆ เช่นกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งมีนามสกุลว่า 'Pendragon' อันมี ความหมายว่า 'ศีรษะของมังกร' หรือ 'หัวหน้ามังกร' มงกุฎ ของกษัตริย์อาเธอร์ ถูกออกแบบเป็นรูปมังกร กล่าวกันว่า หินวิเศษ หรือ draconite คือสิ่งที่อยู่ภายใน ศีรษะของมังกรสิ่งที่อยู่ใน หัวมังกร คือหินวิเศษแต่มันจะไม่เป็นหิน ถ้าไม่ผ่าเอาออกมาขณะ ที่มังกรยังมีชีวิตอยู่ เมื่อใดที่มังกรเสียชีวิต ความแข็งของหินนั้น ก็จะหมดไป พร้อมกับชีวิตของมังกรด้วย ผู้ที่มีความกล้าหาญมากๆ จะออกสืบเสาะหาถ้ำมังกร และจะเฝ้าคอยจนกระทั่ง มังกรออก จากถ้ำ ไปหาอาหาร ขณะที่มังกรเดินผ่านมา พวกเขาก็จะขว้าง สมุนไพร ใส่หน้ามังกร
เพื่อให้มันหลับเมื่อมังกรหลับแล้ว พวกเขาก็จะผ่าเอาหินวิเศษออกจากหัวมังกร และนำสิ่ง ล้ำค่าที่ขโมยมาได้นี้ ไปขายเพื่อแสวงหาความร่ำรวย กษัตริย์หลายพระองค์ ในเอเชียจะ ประดับหินวิเศษของมังกร แม้ว่ามันจะมีความแข็งมาก จนไม่มีใครหรือสิ่งใดสามารถ ประทับตราจารึก หรือทำเครื่องหมายใดๆ ได้เลยก็ตาม หินนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ
มังกรอาจพบได้ง่ายและบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นทางของยุโรป หรือเอเชียก็ตามเรียกว่า ที่ใดมีอารยธรรมและตำนาน ที่นั่นก็ต้องมีมังกรอยู่เป็นของคู่กันอยู่เสมอๆ มังกรนั้น มีหลายอย่างแตกต่างไปตามความเชื่อของคนในแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่วๆไปแล้วจะเห็น จุดเด่นได้อย่างหนึ่งคือ ต้องเป็นสัตว์ ขนาดใหญ่ ที่มีร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังและ บางครั้งมีอำนาจ เวทย์มหาศาล และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างคือ มีปีกแล้วก็บินได้ ซึ่งขนาดรูปร่างสีนั้นก็แตกต่างกันไป เช่น
Gold Dragon ตัวนี้ก็จะมีสีทอง เป็นมังกรที่จะเรียกได้ว่าอยู่ฝ่าย เทพก็ไม่ผิด
Black Dragon มังกรดำตัวนี้ก็จะมีอำนาจร้อยกาจมาก เป็นของพวกมาร ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในถ้ำ
Tiamat เป็นราชาของพวกปีศาจ เป็นเจ้าแห่งขุมนรกทั้งเก้า(ของยุโรป) มีห้าหัว
Mist Dragon ก็อยู่แถบน้ำตกใหญ่ๆ หรือหน้าผา หรือบริเวณที่มีหมอกลงจัด สีออกโทนขาว ฟ้า เทา
มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ประหลาดมีปีกพ่นไฟได้ตัวนี้อยู่ 2 แนวคิดด้วยกันคือ
1. มันเป็นสัตว์ในเทพนิยายโดยแท้ ไม่มีอยู่จริง ซึ่งก็คือเหลวไหลทั้งเพนั่นเอง เรื่องราว ส่วนใหญ่เกี่ยวกับมังกรเป็นเรื่องของจินตนาการ ซึ่งคนโบราณได้รับแรงบันดาลใจมาจาก สัตว์บางชนิด เช่นงู หรือสัตว์อื่นๆ ความเป็นไปได้มันมีอยู่แบบนี้ คนส่วนใหญ่เชื่อกัน ในแนวคิดที่หนึ่ง
2. เชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริงๆบนโลกนี้ ว่ากันในเชิงชีววิทยาก่อน มันเป็นเรื่องยากลำบากที่จะหาทฤษฎีที่เป็นไปได้ที่จะอธิบายว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้มังกรบินได้ พ่นไฟได้หรือแม้แต่คุณสมบัติ พิเศษ ของเลือดมังกรที่ใคร ได้อาบได้กินแล้วจะส่งผลพิเศษ ตามมาอีกร้อยแปดเนื่องจากตอนนี้เรามีหลักฐาน เกี่ยวกับมังกร อยู่น้อยมากนอกจาก เรื่องเล่าต่างๆแล้ว ซากกระดูกฟอสซิล หรือหลักฐานอื่นๆเกี่ยวกับมังกรนั้นเราแทบ จะไม่เคยพบกันเลย มันเป็นเพียง แนวคิดที่นำมาเล่าให้ฟังกันเล่นๆ เพราะท่าทางมันเป็นไปได้ และน่าเชื่อถืออยู่มาก

ตอนที่2

เราลองมาใช้สมมุติฐานทางชีววิทยาอย่างง่ายๆกันดูว่า เจ้ามังกรนี่มันเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นมันจะต้องมีวิวัฒนาการแน่ๆ ตรงนี้แหละคือประเด็น มังกรจะต้องมีวิวัฒนาการ อย่างไรจึงจะทำให้มันมีขนาดใหญ่โต บินได้ และพ่นไฟออกมาตามเทพนิยาย ความลับของมันน่าจะอยู่ที่คุณสมบัติสามประการ ต่อไปนี้คือ ขนาด ของมัน การพ่นไฟของมัน และท้ายสุด เลือดอันมีคุณสมบัติพิเศษ ของมังกรนั่นเอง ตามเทพนิยายมังกรแต่ละตัวล้วนมีขนาดมหึมา ด้วยกัน แทบทั้งสิ้นแล้ว เจ้าสัตว์มหึมานี้มันบินขึ้นได้อย่างไร โดยที่น้ำหนักตัวมหาศาล ของมันไม่เป็นอุปสรรค เลยแม้แต่น้อย? แต่ก็ไม่น่าจะยากหากเราเปรียบเทียบกับสัตว์ปีก ชนิดอื่นๆบนโลกนี้ (อย่าลืมว่าเราตั้งอยู่ บนทฤษฎีที่ว่า มังกรเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เทพมังกร หรือปีศาจมังกรอย่างในนิทาน) ซึ่งข้อมูลที่ได้มา มันก็บอกอะไร เราหลายๆอย่างทีเดียว เป็นต้นว่า ในทุกๆหนึ่งตารางเซนติเมตรของปีก ของห่าน แคนาดามันสามารถยกน้ำหนักตัวมันเอง ได้สองกรัม ทำนองเดียวกันกับปีก
นกนางแอ่นซึ่งยกได้ 132 กรัม นอกจากพวกนกแล้วความรู้ทาง ชีววิทยายังบอกเราอีกว่า แมลงภู่ยกได้ 1,125 กรัม ในกรณีของนกแก้วข้อแตกต่างก็คือ ลักษณะพิเศษของขนปีก ซึ่งอากาศไหลผ่านจากปีกส่วนบนลงสู่ส่วนล่าง ทำให้เกิดความแตกต่างของความดัน อากาศขึ้น โอ... ตามทฤษฎีการสร้างเครื่องบินเลยนะเนี่ย แต่ก็คงจะตลกถ้ามังกรดันมีปีก ที่มีขนเหมือนนก งั้นเราก็มาเปรียบเทียบกับแมลงภู่ดู หากว่าปีก ของมังกรมีประสิทธิภาพ เฉกเช่นปีกแมลงภู่แล้ว มันจะต้องใช้พื้นที่ปีก 720 ตารางเมตร เพื่อที่จะยกน้ำหนักตัว ขนาดเก้าพันกิโลกรัมให้ทะยานขึ้นบนอากาศ ซึ่งปีกลักษณะนี้จะต้องมีความยาว จาก ปลายด้านหนึ่งถึงอีกด้านหนึ่งราว 150 เมตร แน่ล่ะว่านอกจากสัตว์ประหลาดในเรื่อง อุลตร้าแมนแล้วไม่มีสัตว์ชนิดใดจะเป็นได้ขนาดนี้ ดังนั้นตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้เลย มีบทความบทหนึ่งกล่าวว่า...."และแล้วมังกรก็กลับกลายร่างขนาดมหึมา จากปาก ของมันเปลวไฟจะพวยพุ่ง ลมหายใจที่เหม็นเหลือก็รวยรินออกมา กลุ่มควันก็คละคลุ้งไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ ยามที่มันสืบเชื้อสาย มังกรก็ร่วมรวมกันเป็นหมู่เหล่า มันกางปีก... ลอยขึ้นสู่อากาศ และด้วยบัญชาจาก พระผู้เป็นเจ้า มังกรบางตัวที่มีน้ำหนัก มากเกินไป แล้วร่วงหล่นสู่ลำแม่น้ำ อันเป็นสายธาราจากสรวงสวรรค์ ในที่นั้นมันจะสูญสลายไป มังกรที่เหลือจะอยู่ร่วมกัน จนพ้นฤดู เมื่อมังกรตนใดร่วงลง มังกรตนอื่นจะรออยู่เจ็ดวันแล้วจึงลงไปเพื่อ ที่จะพบ กับซากขนาดมหึมาที่เหลือแต่โครงกระดูก เพื่อเก็บไปเป็น ศิราภรณ์แห่งมันต่อไป"... จาก Wonder of the East ของ จอร์ แดนัส เป็นไปได้ไหมว่าเราคลำทางมาผิด และตั้งสมมติฐานผิดๆเกี่ยวกับมังกร เราไม่ควรที่จะ ถามว่า ทำไมสัตว์ที่มีขนาดมหึมาอย่างมังกรจึงบินได้ แต่เราควรที่จะถามว่าทำไมสัตว์ที่มี ความจำเป็นตามธรรมชาติที่จะต้องบินอย่างมังกรนั้น จึงได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โต เกินความจำเป็นเช่นนี้ การสืบพันธุ์และการร่วงหล่นของมังกรก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจและควรจะเก็บ มาขบคิดกัน เป็นไปได้ไหมว่ามังกรไม่จำเป็นต้องมีปีก ตลอดเวลา มันอาจจะมีปีกเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องบินออกมาหาคู่เหมือนกับแมลงบางชนิด เช่น แมลงเม่า ปลวก เป็นต้น และสิ่งหนึ่งที่จะเอามาเปรียบเทียบได้กับมังกรและจะช่วย คลี่คลายปัญหาของการบิน ของมังกรได้เป็นอย่างดี สิ่งนั้นคือเรือเหาะของเยอรมันใน สมัยสงครามโลกนั่นเอง ภาพของฮินเดนเบอร์กตอน ระเบิดกลางอากาศ ก๊าซและ เชื้อเพลิงลุกไหม้ส่งผลให้โครงเรือแทบกลายเป็นจุลนั้นได้จุดประกายอะไร ให้กับท่าน ไหม.. ใช่แล้ว!! มังกรบินได้เพราะลำตัวของมันกลวงและเต็มไปด้วย ก๊าซที่เบากว่า อากาศ มังกรจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ เพราะจะได้เก็บก๊าซได้ปริมาณมากพอที่จะยก ตัวมันให้ลอย ขึ้น สู่อากาศ ...และสุดท้าย มังกรจำเป็นต้องพ่นไฟ เพราะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับอำนวยความสะดวกใน การบินที่ แปลก ประหลาดของมัน แถมไม่ได้เพียงแค่ถลาไปเหมือน เทอราโนดอน (ไดโนเสาร์ที่มีปีก เป็นพังผืด น่าจะเคยเห็นกันใน Jurassic Park) หรือด้วยอิทธิพลแบบคลื่น อัลเบอร์ทอส มังกรบินได้จริงๆอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จากตำนานต่างๆ มังกรสามารถบินข้ามมหาสมุทรได้ภายในเวลาไม่กี่วัน เอาล่ะครับ ตำนานนั้นอาจเชื่อได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะความเก่าที่เล่าสืบทอดกันมา อาจทำให้รายละเอียดผิดเพี้ยนไปบ้าง

ตอนที่3

เราลองมาคิดกันอย่างมีเหตุและผลดู เอาเป็นว่าลองลดขนาดปีกของมังกรลงมา เหลือ ยาวราวสัก 6 เมตร ซึ่งหมายความว่าจากปลายปีกอีกด้านถึงด้านจะยาว 12 เมตร (ก็ยังคงตัวมหึมาอยู่) ตามหลักกลศาสตร์มันก็ยังคงบินไม่ขึ้นนั่นแหละ เพราะพื้นที่ ของปีก หรือแรงยกที่จะทำได้จะเพิ่มในลักษณะของ กำลังสอง ในขณะที่มวลเพิ่มในลักษณะ ของกำลังสาม ขนาดยิ่งเล็กลงโอกาสที่จะบินได้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า เราจะสมมุติให้มังกรมีปีกที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในบรรดา !ที่เรารู้จักกัน ปีกของมันก็ยังจะทรงพลังจนเหลือเชื่อ อยู่ดี เอ๊ะ แบบนี้ก็เหลือทางเดียวสิ ที่มังกรจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ได้โดยไม่อาศัยพลังปีก ทางเดียวที่ว่านั้นก็คือ มังกรมีน้ำหนักหรือมวลที่น้อยมากไง... ทีนี้ปัญหาของ "ปีกมังกร ที่ถกกันก็คงหมดไปได้ เรารู้แล้วว่ามังกรไม่ได้ใช้ปีกในการ พยุงร่าง อันมหึมาของมันขึ้นสู่บนอากาศ หากแต่ใช้เพื่อบังคับทิศทางและใช้เป็นเกราะ เพื่อป้องกันตนเอง และถ้ามองมังกรอย่างเผินๆเวลาอยู่บนพื้นเราก็อาจไม่เห็นปีกของมัน
ทำนองเดียวกับ!จำพวกแมลงเต่าทองเวลาหุบปีกนั่นเอง แล้วไฟของมังกรล่ะ? มีปัญหาเหลือเกินว่าทำไมมังกรจึงมักพ่นไฟเป็นเปลวอยู่ในช่วงสั้นๆของจมูกมันเท่านั้น เอง ทำไมจึงไม่พ่นออกมาเป็นเปลวเพลิงเหมือนก็อดซิลล่า คำตอบก็อยู่ที่พฤติกรรมของ พวกมังกรล่ะ อย่างที่ขาเกมส์ RPG รู้กันว่ามังกรมักจะอยู่ในถ้ำ มันจึงจำเป็นต้องมี การควบคุมปริมาณอากาศจากกระบวนการทาง ชีววิทยาของมัน แน่ล่ะว่าขีดจำกัดในการ ควบคุมย่อมต้องมีแน่นอน และน้องๆนักศึกษาที่เรียนเคมีกับชีววิทยากันมาแล้ว ก็คงจะตอบได้ดีว่า กระบวนการดังกล่าวของเจ้ามังกรนั้นก็คือกระบวนการสันดาปก๊าซ" ไฮโดรเยนกับออกซิเยนนั่นเอง เอ... แล้วไฮโดรเยนพวกนี้มัน มาจากไหนกันนะ กลไกทางธรรมชาติมากมายมักสร้างที่ไปที่มา ที่พวกเรา คาดไม่ถึงกัน อยู่เสมอๆ ลองนึกตัวอย่างของปลาไหล ไฟฟ้า ที่มีเซลที่สามารถประจุไฟฟ้า ได้ปริมาณมหาศาล เจ้ามังกรก็อาจมีอวัยวะบางชนิดที่สามารถแยก ไฮโดรเยนออก จากสารอาหารหรือน้ำด้วยวิธีทางชีวเคมี และทำให้มันรวมกับ ออกซิเยนในตอนมันหายใจก็เป็นได้ ไม่ว่า กระบวนการดังกล่าว จะเป็นยังไงก็ตาม (ก็ไม่รู้นี่นา... มันทำให้มังกรหายใจเป็น เปลวเพลิงได้ เพราะมันจำเป็นต้องทำแบบนั้น เปลวเพลิงใช้ ประโยชน์ได้มากมาย เช่นใช้พ่นเป็นอาวุธ ใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามทำนองเดียวกับแพนหาง ของนกยูง แถมยังช่วยในการบินซึ่งจะขออธิบายในตอนหลัง ว่ากันง่ายๆก็คือตราบใด ที่ตัวมังกร ยังมีไฮโดรเยนมากพอ มันก็สามารถอยู่ในถ้ำ และพ่นไฟได้อย่างสนุกสนาน สบายมาก และคงเป็นเพราะในถ้ำนั้นมืดมังกรก็เลยต้องพ่นลมหายใจเป็นไฟเพื่อ ส่องสว่างด้วยล่ะมั้ง ก็อย่างที่กล่าวไว้ในตำนานนั่นล่ะ พวกวีรบุรุษต่างๆมักจะเข้าไปในถ้ำ ที่มีเปลวและควันไฟ พวยพุ่งออกมา เจออาการนี้เมื่อไหร่ก็อนุมานได้เลยว่า ในนั้นต้องมี มังกรอาศัยอยู่ภายในอย่างแน่นอน ไฟคือสัญลักษณ์ที่แท้จริงของมังกร เพราะไม่ว่าชีวิต จะวิวัฒนาการไปในรูปแบบใด ธรรมชาติก็มีเหตุผลมารองรับการวิวัฒน์นั้นๆเสมอ ได้กล่าวมาแล้วว่า การที่มังกรสามารถบินได้นั้นเพราะมันสามารถทำตัวให้ เบากว่า อากาศได้ ดังนั้นมันจึงต้องการที่ว่าง ขนาดใหญ่มากจน เกือบจะเท่าตัวมันทั้งหมด เพื่อที่จะบรรจ