::Dragon

posted on 03 Nov 2006 01:06 by darksystem

=_มังกร_=

ฟังนิดหนึ่งนะ ช่วยนี้ จะอัพแต่ พวกสัตว์ในตำนานพออัพครบก็ จะ อัพ ของ ฟรีให้โหลดเจ๋งๆ

ตอนที่1

มังกร มาจากภาษาละตินว่า Draco เป็นสัตว์วิเศษที่รู้จักกันในวรรณคดี มังกรเป็น สัตว์อันตราย และน่าสพรึงกลัวสำหรับมนุษย์ จึงมักเป็นศัตรูตัวฉกาจ ของเหล่าวีรบุรุษ ทั้งหลาย การฆ่ามังกรและขึ้นเถลิงราชย์เป็นกษัตริย์ มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ ขององค์กษัตริย์ทั้งที่มีตัวตนจริงๆ และกษัตริย์ในตำนานต่างๆ เช่นกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งมีนามสกุลว่า 'Pendragon' อันมี ความหมายว่า 'ศีรษะของมังกร' หรือ 'หัวหน้ามังกร' มงกุฎ ของกษัตริย์อาเธอร์ ถูกออกแบบเป็นรูปมังกร กล่าวกันว่า หินวิเศษ หรือ draconite คือสิ่งที่อยู่ภายใน ศีรษะของมังกรสิ่งที่อยู่ใน หัวมังกร คือหินวิเศษแต่มันจะไม่เป็นหิน ถ้าไม่ผ่าเอาออกมาขณะ ที่มังกรยังมีชีวิตอยู่ เมื่อใดที่มังกรเสียชีวิต ความแข็งของหินนั้น ก็จะหมดไป พร้อมกับชีวิตของมังกรด้วย ผู้ที่มีความกล้าหาญมากๆ จะออกสืบเสาะหาถ้ำมังกร และจะเฝ้าคอยจนกระทั่ง มังกรออก จากถ้ำ ไปหาอาหาร ขณะที่มังกรเดินผ่านมา พวกเขาก็จะขว้าง สมุนไพร ใส่หน้ามังกร
เพื่อให้มันหลับเมื่อมังกรหลับแล้ว พวกเขาก็จะผ่าเอาหินวิเศษออกจากหัวมังกร และนำสิ่ง ล้ำค่าที่ขโมยมาได้นี้ ไปขายเพื่อแสวงหาความร่ำรวย กษัตริย์หลายพระองค์ ในเอเชียจะ ประดับหินวิเศษของมังกร แม้ว่ามันจะมีความแข็งมาก จนไม่มีใครหรือสิ่งใดสามารถ ประทับตราจารึก หรือทำเครื่องหมายใดๆ ได้เลยก็ตาม หินนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ
มังกรอาจพบได้ง่ายและบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นทางของยุโรป หรือเอเชียก็ตามเรียกว่า ที่ใดมีอารยธรรมและตำนาน ที่นั่นก็ต้องมีมังกรอยู่เป็นของคู่กันอยู่เสมอๆ มังกรนั้น มีหลายอย่างแตกต่างไปตามความเชื่อของคนในแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่วๆไปแล้วจะเห็น จุดเด่นได้อย่างหนึ่งคือ ต้องเป็นสัตว์ ขนาดใหญ่ ที่มีร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังและ บางครั้งมีอำนาจ เวทย์มหาศาล และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างคือ มีปีกแล้วก็บินได้ ซึ่งขนาดรูปร่างสีนั้นก็แตกต่างกันไป เช่น
Gold Dragon ตัวนี้ก็จะมีสีทอง เป็นมังกรที่จะเรียกได้ว่าอยู่ฝ่าย เทพก็ไม่ผิด
Black Dragon มังกรดำตัวนี้ก็จะมีอำนาจร้อยกาจมาก เป็นของพวกมาร ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในถ้ำ
Tiamat เป็นราชาของพวกปีศาจ เป็นเจ้าแห่งขุมนรกทั้งเก้า(ของยุโรป) มีห้าหัว
Mist Dragon ก็อยู่แถบน้ำตกใหญ่ๆ หรือหน้าผา หรือบริเวณที่มีหมอกลงจัด สีออกโทนขาว ฟ้า เทา
มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ประหลาดมีปีกพ่นไฟได้ตัวนี้อยู่ 2 แนวคิดด้วยกันคือ
1. มันเป็นสัตว์ในเทพนิยายโดยแท้ ไม่มีอยู่จริง ซึ่งก็คือเหลวไหลทั้งเพนั่นเอง เรื่องราว ส่วนใหญ่เกี่ยวกับมังกรเป็นเรื่องของจินตนาการ ซึ่งคนโบราณได้รับแรงบันดาลใจมาจาก สัตว์บางชนิด เช่นงู หรือสัตว์อื่นๆ ความเป็นไปได้มันมีอยู่แบบนี้ คนส่วนใหญ่เชื่อกัน ในแนวคิดที่หนึ่ง
2. เชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริงๆบนโลกนี้ ว่ากันในเชิงชีววิทยาก่อน มันเป็นเรื่องยากลำบากที่จะหาทฤษฎีที่เป็นไปได้ที่จะอธิบายว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้มังกรบินได้ พ่นไฟได้หรือแม้แต่คุณสมบัติ พิเศษ ของเลือดมังกรที่ใคร ได้อาบได้กินแล้วจะส่งผลพิเศษ ตามมาอีกร้อยแปดเนื่องจากตอนนี้เรามีหลักฐาน เกี่ยวกับมังกร อยู่น้อยมากนอกจาก เรื่องเล่าต่างๆแล้ว ซากกระดูกฟอสซิล หรือหลักฐานอื่นๆเกี่ยวกับมังกรนั้นเราแทบ จะไม่เคยพบกันเลย มันเป็นเพียง แนวคิดที่นำมาเล่าให้ฟังกันเล่นๆ เพราะท่าทางมันเป็นไปได้ และน่าเชื่อถืออยู่มาก

ตอนที่2

เราลองมาใช้สมมุติฐานทางชีววิทยาอย่างง่ายๆกันดูว่า เจ้ามังกรนี่มันเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นมันจะต้องมีวิวัฒนาการแน่ๆ ตรงนี้แหละคือประเด็น มังกรจะต้องมีวิวัฒนาการ อย่างไรจึงจะทำให้มันมีขนาดใหญ่โต บินได้ และพ่นไฟออกมาตามเทพนิยาย ความลับของมันน่าจะอยู่ที่คุณสมบัติสามประการ ต่อไปนี้คือ ขนาด ของมัน การพ่นไฟของมัน และท้ายสุด เลือดอันมีคุณสมบัติพิเศษ ของมังกรนั่นเอง ตามเทพนิยายมังกรแต่ละตัวล้วนมีขนาดมหึมา ด้วยกัน แทบทั้งสิ้นแล้ว เจ้าสัตว์มหึมานี้มันบินขึ้นได้อย่างไร โดยที่น้ำหนักตัวมหาศาล ของมันไม่เป็นอุปสรรค เลยแม้แต่น้อย? แต่ก็ไม่น่าจะยากหากเราเปรียบเทียบกับสัตว์ปีก ชนิดอื่นๆบนโลกนี้ (อย่าลืมว่าเราตั้งอยู่ บนทฤษฎีที่ว่า มังกรเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เทพมังกร หรือปีศาจมังกรอย่างในนิทาน) ซึ่งข้อมูลที่ได้มา มันก็บอกอะไร เราหลายๆอย่างทีเดียว เป็นต้นว่า ในทุกๆหนึ่งตารางเซนติเมตรของปีก ของห่าน แคนาดามันสามารถยกน้ำหนักตัวมันเอง ได้สองกรัม ทำนองเดียวกันกับปีก
นกนางแอ่นซึ่งยกได้ 132 กรัม นอกจากพวกนกแล้วความรู้ทาง ชีววิทยายังบอกเราอีกว่า แมลงภู่ยกได้ 1,125 กรัม ในกรณีของนกแก้วข้อแตกต่างก็คือ ลักษณะพิเศษของขนปีก ซึ่งอากาศไหลผ่านจากปีกส่วนบนลงสู่ส่วนล่าง ทำให้เกิดความแตกต่างของความดัน อากาศขึ้น โอ... ตามทฤษฎีการสร้างเครื่องบินเลยนะเนี่ย แต่ก็คงจะตลกถ้ามังกรดันมีปีก ที่มีขนเหมือนนก งั้นเราก็มาเปรียบเทียบกับแมลงภู่ดู หากว่าปีก ของมังกรมีประสิทธิภาพ เฉกเช่นปีกแมลงภู่แล้ว มันจะต้องใช้พื้นที่ปีก 720 ตารางเมตร เพื่อที่จะยกน้ำหนักตัว ขนาดเก้าพันกิโลกรัมให้ทะยานขึ้นบนอากาศ ซึ่งปีกลักษณะนี้จะต้องมีความยาว จาก ปลายด้านหนึ่งถึงอีกด้านหนึ่งราว 150 เมตร แน่ล่ะว่านอกจากสัตว์ประหลาดในเรื่อง อุลตร้าแมนแล้วไม่มีสัตว์ชนิดใดจะเป็นได้ขนาดนี้ ดังนั้นตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้เลย มีบทความบทหนึ่งกล่าวว่า...."และแล้วมังกรก็กลับกลายร่างขนาดมหึมา จากปาก ของมันเปลวไฟจะพวยพุ่ง ลมหายใจที่เหม็นเหลือก็รวยรินออกมา กลุ่มควันก็คละคลุ้งไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ ยามที่มันสืบเชื้อสาย มังกรก็ร่วมรวมกันเป็นหมู่เหล่า มันกางปีก... ลอยขึ้นสู่อากาศ และด้วยบัญชาจาก พระผู้เป็นเจ้า มังกรบางตัวที่มีน้ำหนัก มากเกินไป แล้วร่วงหล่นสู่ลำแม่น้ำ อันเป็นสายธาราจากสรวงสวรรค์ ในที่นั้นมันจะสูญสลายไป มังกรที่เหลือจะอยู่ร่วมกัน จนพ้นฤดู เมื่อมังกรตนใดร่วงลง มังกรตนอื่นจะรออยู่เจ็ดวันแล้วจึงลงไปเพื่อ ที่จะพบ กับซากขนาดมหึมาที่เหลือแต่โครงกระดูก เพื่อเก็บไปเป็น ศิราภรณ์แห่งมันต่อไป"... จาก Wonder of the East ของ จอร์ แดนัส เป็นไปได้ไหมว่าเราคลำทางมาผิด และตั้งสมมติฐานผิดๆเกี่ยวกับมังกร เราไม่ควรที่จะ ถามว่า ทำไมสัตว์ที่มีขนาดมหึมาอย่างมังกรจึงบินได้ แต่เราควรที่จะถามว่าทำไมสัตว์ที่มี ความจำเป็นตามธรรมชาติที่จะต้องบินอย่างมังกรนั้น จึงได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โต เกินความจำเป็นเช่นนี้ การสืบพันธุ์และการร่วงหล่นของมังกรก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจและควรจะเก็บ มาขบคิดกัน เป็นไปได้ไหมว่ามังกรไม่จำเป็นต้องมีปีก ตลอดเวลา มันอาจจะมีปีกเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องบินออกมาหาคู่เหมือนกับแมลงบางชนิด เช่น แมลงเม่า ปลวก เป็นต้น และสิ่งหนึ่งที่จะเอามาเปรียบเทียบได้กับมังกรและจะช่วย คลี่คลายปัญหาของการบิน ของมังกรได้เป็นอย่างดี สิ่งนั้นคือเรือเหาะของเยอรมันใน สมัยสงครามโลกนั่นเอง ภาพของฮินเดนเบอร์กตอน ระเบิดกลางอากาศ ก๊าซและ เชื้อเพลิงลุกไหม้ส่งผลให้โครงเรือแทบกลายเป็นจุลนั้นได้จุดประกายอะไร ให้กับท่าน ไหม.. ใช่แล้ว!! มังกรบินได้เพราะลำตัวของมันกลวงและเต็มไปด้วย ก๊าซที่เบากว่า อากาศ มังกรจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ เพราะจะได้เก็บก๊าซได้ปริมาณมากพอที่จะยก ตัวมันให้ลอย ขึ้น สู่อากาศ ...และสุดท้าย มังกรจำเป็นต้องพ่นไฟ เพราะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับอำนวยความสะดวกใน การบินที่ แปลก ประหลาดของมัน แถมไม่ได้เพียงแค่ถลาไปเหมือน เทอราโนดอน (ไดโนเสาร์ที่มีปีก เป็นพังผืด น่าจะเคยเห็นกันใน Jurassic Park) หรือด้วยอิทธิพลแบบคลื่น อัลเบอร์ทอส มังกรบินได้จริงๆอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จากตำนานต่างๆ มังกรสามารถบินข้ามมหาสมุทรได้ภายในเวลาไม่กี่วัน เอาล่ะครับ ตำนานนั้นอาจเชื่อได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะความเก่าที่เล่าสืบทอดกันมา อาจทำให้รายละเอียดผิดเพี้ยนไปบ้าง

ตอนที่3

เราลองมาคิดกันอย่างมีเหตุและผลดู เอาเป็นว่าลองลดขนาดปีกของมังกรลงมา เหลือ ยาวราวสัก 6 เมตร ซึ่งหมายความว่าจากปลายปีกอีกด้านถึงด้านจะยาว 12 เมตร (ก็ยังคงตัวมหึมาอยู่) ตามหลักกลศาสตร์มันก็ยังคงบินไม่ขึ้นนั่นแหละ เพราะพื้นที่ ของปีก หรือแรงยกที่จะทำได้จะเพิ่มในลักษณะของ กำลังสอง ในขณะที่มวลเพิ่มในลักษณะ ของกำลังสาม ขนาดยิ่งเล็กลงโอกาสที่จะบินได้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า เราจะสมมุติให้มังกรมีปีกที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในบรรดา !ที่เรารู้จักกัน ปีกของมันก็ยังจะทรงพลังจนเหลือเชื่อ อยู่ดี เอ๊ะ แบบนี้ก็เหลือทางเดียวสิ ที่มังกรจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ได้โดยไม่อาศัยพลังปีก ทางเดียวที่ว่านั้นก็คือ มังกรมีน้ำหนักหรือมวลที่น้อยมากไง... ทีนี้ปัญหาของ "ปีกมังกร ที่ถกกันก็คงหมดไปได้ เรารู้แล้วว่ามังกรไม่ได้ใช้ปีกในการ พยุงร่าง อันมหึมาของมันขึ้นสู่บนอากาศ หากแต่ใช้เพื่อบังคับทิศทางและใช้เป็นเกราะ เพื่อป้องกันตนเอง และถ้ามองมังกรอย่างเผินๆเวลาอยู่บนพื้นเราก็อาจไม่เห็นปีกของมัน
ทำนองเดียวกับ!จำพวกแมลงเต่าทองเวลาหุบปีกนั่นเอง แล้วไฟของมังกรล่ะ? มีปัญหาเหลือเกินว่าทำไมมังกรจึงมักพ่นไฟเป็นเปลวอยู่ในช่วงสั้นๆของจมูกมันเท่านั้น เอง ทำไมจึงไม่พ่นออกมาเป็นเปลวเพลิงเหมือนก็อดซิลล่า คำตอบก็อยู่ที่พฤติกรรมของ พวกมังกรล่ะ อย่างที่ขาเกมส์ RPG รู้กันว่ามังกรมักจะอยู่ในถ้ำ มันจึงจำเป็นต้องมี การควบคุมปริมาณอากาศจากกระบวนการทาง ชีววิทยาของมัน แน่ล่ะว่าขีดจำกัดในการ ควบคุมย่อมต้องมีแน่นอน และน้องๆนักศึกษาที่เรียนเคมีกับชีววิทยากันมาแล้ว ก็คงจะตอบได้ดีว่า กระบวนการดังกล่าวของเจ้ามังกรนั้นก็คือกระบวนการสันดาปก๊าซ" ไฮโดรเยนกับออกซิเยนนั่นเอง เอ... แล้วไฮโดรเยนพวกนี้มัน มาจากไหนกันนะ กลไกทางธรรมชาติมากมายมักสร้างที่ไปที่มา ที่พวกเรา คาดไม่ถึงกัน อยู่เสมอๆ ลองนึกตัวอย่างของปลาไหล ไฟฟ้า ที่มีเซลที่สามารถประจุไฟฟ้า ได้ปริมาณมหาศาล เจ้ามังกรก็อาจมีอวัยวะบางชนิดที่สามารถแยก ไฮโดรเยนออก จากสารอาหารหรือน้ำด้วยวิธีทางชีวเคมี และทำให้มันรวมกับ ออกซิเยนในตอนมันหายใจก็เป็นได้ ไม่ว่า กระบวนการดังกล่าว จะเป็นยังไงก็ตาม (ก็ไม่รู้นี่นา... มันทำให้มังกรหายใจเป็น เปลวเพลิงได้ เพราะมันจำเป็นต้องทำแบบนั้น เปลวเพลิงใช้ ประโยชน์ได้มากมาย เช่นใช้พ่นเป็นอาวุธ ใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามทำนองเดียวกับแพนหาง ของนกยูง แถมยังช่วยในการบินซึ่งจะขออธิบายในตอนหลัง ว่ากันง่ายๆก็คือตราบใด ที่ตัวมังกร ยังมีไฮโดรเยนมากพอ มันก็สามารถอยู่ในถ้ำ และพ่นไฟได้อย่างสนุกสนาน สบายมาก และคงเป็นเพราะในถ้ำนั้นมืดมังกรก็เลยต้องพ่นลมหายใจเป็นไฟเพื่อ ส่องสว่างด้วยล่ะมั้ง ก็อย่างที่กล่าวไว้ในตำนานนั่นล่ะ พวกวีรบุรุษต่างๆมักจะเข้าไปในถ้ำ ที่มีเปลวและควันไฟ พวยพุ่งออกมา เจออาการนี้เมื่อไหร่ก็อนุมานได้เลยว่า ในนั้นต้องมี มังกรอาศัยอยู่ภายในอย่างแน่นอน ไฟคือสัญลักษณ์ที่แท้จริงของมังกร เพราะไม่ว่าชีวิต จะวิวัฒนาการไปในรูปแบบใด ธรรมชาติก็มีเหตุผลมารองรับการวิวัฒน์นั้นๆเสมอ ได้กล่าวมาแล้วว่า การที่มังกรสามารถบินได้นั้นเพราะมันสามารถทำตัวให้ เบากว่า อากาศได้ ดังนั้นมันจึงต้องการที่ว่าง ขนาดใหญ่มากจน เกือบจะเท่าตัวมันทั้งหมด เพื่อที่จะบรรจุก๊าซที่เบากว่า อากาศเอาไว้ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงพยุงตัว แบบเรือเหาะ ว่ากันถึงก๊าซที่เบากว่าอากาศนักเรียนเคมีอาจจะ ตอบได้ว่า ฮีเลียมน่าจะเหมาะที่สุด ทว่าในความเป็นจริงนะ ฮีเลียม มีปริมาณตามธรรมชาติน้อยมาก แถมแทบจะไม่มีบทบาท ใดๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลย ไฮโดรเยนจึงนับว่าเหมาะที่สุด ซึ่งนอกจาก จะมีปริมาณตามธรรมชาติมากแล้ว มันยังเบาและลุกไหม้อย่างรุนแรงได้เมื่อ รวมกับออกซิเยน สารประกอบบางรูป ของมันมีอยู่ทั่วไปในระบบย่อยอาหารของ! แม้แต่มนุษย์ ร้องอ๋อกันแล้วล่ะสิ กรดไฮโดรคลอริกนั่นเอง ปฏิกิริยาชีวเคมีนี้จะต้องมี ขั้นตอน อันสลับซับซ้อนมากมาย ตลอดจนสารประกอบอีกหลายอย่างที่จะนำมาสู่ กระบวนการสันดาปของมังกร นี่ล่ะมั้ง ที่ทำให้ลมหายใจของมังกรมีกลิ่นเหม็น และฉุนเฉียว

ตอนที่4

นอกจากความสลับซับซ้อนดังกล่าว อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถอนุมานเกี่ยวกับ มังกรได้ก็คือ โครงสร้างส่วนใหญ่ของร่างกายมันจะต้องมีห้องมากมายสำหรับเก็บก๊าซไฮโดรเยน นั่นล่ะคือจุดอ่อนตามธรรมชาติ ของ!ยักษ์เหล่าน ลองคิดกันง่ายๆหากมันโดนดาบ หรือไม้จิ้มฉึกทะลุเข้าช่องท้อง สู่ห้องเหล่านี้ สิ่งที่ตามมาก็คือกรด ไฮโดรคลอริก จะทะลักออกมาทำปฏิกิริยากับทุกสิ่งที่สัมผัสกับมัน ไม่ว่าจะเป็นดาบ มือที่จับดาบ หรือแม้แต่ผิวหนังของมังกรเองก็ตาม โดนเข้าอย่างนี้ ต่อให้เป็นโคตรมังกรก็สิ้นฤทธิ์ มันจะบินไม่ได้พ่นไฟ ก็ไม่ได้ มีอากาศเหมือนลูกโป่งหรือบอลลูนที่ถูกเจาะทะลุ โครงสร้าง ที่เบาบางของมันจะยุบสลายโดยสิ้นเชิง คงนึกภาพออก ว่าเมื่อมังกร ตาย (ไม่ว่าจะแก่ตายหรือโดนดาบเอ็กซ์คาร์ลิเบอร์ จิ้มตายก็ตาม) มันจะสลายตัวไปในเวลาไม่นานนักซึ่งค้านกันเอามากๆกับรูปร่าง ของมัน นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงไม่พบกระดูก เศษซาก หรือว่าฟอสซิลของ มังกรเลย เชื่อได้เลยว่ามังกรต้องวิวัฒนาการมาจาก!ประเภทไดโนเสาร์ เพราะรูปร่าง
หน้าตามันก็บอกอยู่แล้ว เชื่อว่าในตัวมังกรจะ ต้องมี เยื่อเมือกตามธรรมชาติไว้คอย ป้องกันกรดไฮโดรคลอริก เพื่อไม่ให้กัดกร่อนเนื้อเยื่ออื่นๆ และกรดจะถูกหลั่งออกมา จากต่อมในตัวมัน เพื่อใช้ในกระบวนการชีวเคมีของมังกร ช่องว่างต่างๆในตัวมังกร จะถูกกั้นด้วยเยื่อและอวัยวะที่มีหน้าที่เหมือนลิ้นเปิดปิด โดยอาศัยแรงดึง ของเนื้อเยื่อ และจะทำให้การส่งผ่านก๊าซเป็นไปอย่างสมดุลย์ตลอดทั้งร่างของมังกร เนื้อเยื่อเหล่านี้ จะมีหน้าที่สำคัญอื่นๆอีกกล่าวคือ ในสภาวะปกติความดันต่างๆ จะอยู่ในภาวะที่ปกติ พอควรที่จะ ทำให้มังกรเดินต้วมเตี้ยม ไปมาบนพื้นดินได้ ไม่ลอยไปมาเหมือนลูกโป่ง เมื่อมังกรต้องการจะบิน เนื้อเยื่อของมันจะขยายตัวทำให้ปริมาตรของตัวช่อง เก็บก๊าซ เพิ่มขึ้นใน ขณะที่มวลของก๊าซคงเดิม สิ่งที่ตามมาก็คือความดันลดลง (ลืมกันไปหมดหรือยังนะ PV = nRT , เมื่อ V เพิ่ม P ก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา) พูดถึงการเพิ่มปริมาตรในช่องอากาศของมังกร ขอร้องอย่า ให้ทุกคนนึกถึงมังกรพองลมในลักษณะ ของปลาปักเป้า แบบนั้นมันดูน่าเกลียดมากสำหรับ!ที่สง่างามอย่างมังกร (ถึงแม้ว่าตำราโบราณของจีนจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง ขนาดของมังกร ในลักษณะนี้ก็เหอะ) เพราะการหดตัว ของ เนื้อเยื่อโดยการควบคุมกล้ามเนื้อ ก็ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวเข้าสู่บริเวณครีบของมัน เห็นจากภาพทั่วๆ ไปไหม ไม่ว่าจะมังกรหรืออะไรก็ตามพอมันบินแล้วครีบหลังมัน จะตั้งต่างกันกับตอนอยู่บนดิน แถมครีบนี้ยังสามารถป้องกันตัวได้อีก นับว่าสารพัด ประโยชน์ดีเหมือนกัน ตอนนี้เราก็สามารถแก้ปัญหา เรื่องการบินของมังกรได้อย่าง สมบูรณ์แบบ เพราะถ้ามังกรต้องใช้ปีกในการพยุงตัวเพื่อบินจริงๆ มันก็ต้องมีกล้ามเนื้อ ที่มีพลังมหาศาลเกินกว่าธรรมชาติจะประทานให้ได้ แต่ด้วยวิธีการลอยตัวนี้มังกรจะ สามารถบิน ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ปัญหาเรื่องการบินที่จะตามมาอีกร้อยแปดพันเก้า ก็เป็นอันพับทิ้งไปได้เลย ทีนี้กลับมาว่าเรื่องของซากมังกรที่เราไม่เคยค้นพบกันใหม่ดีกว่า แม้ว่าจะด้วยกลไกทางชีววิทยาของมังกรจะทำให้เราไม่มีวันพบฟอสซิล ของมันได้เลย ในทำนองเดียวกับที่นักชีววิทยาไม่เคยพบซากบรรพบุรุษของนก ว่าลักษณะที่พวกมัน เริ่มหัดบินนั้นมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่และ เป็นลักษณะอย่างไร แต่ด้วยขั้นตอนเดียวกัน เราสามารถอนุมานถึงการวิวัฒนาการทางการบินของมังกรได้ตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน ตามสมควร

ตอนที่5

ดังนี้... เริ่มจากขนาดของมันก่อน เราทราบกันดีว่าพวกไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ จะมีขนาดที่ใหญ่โตมาก แต่!ในตระผมลนี้กลับวิวัฒนาการ จนมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อความอยู่รอด เพราะ!ตัวเล็กย่อมคล่องแคล่ว และต้องการปริมาณอาหารน้อย กว่าตัวใหญ่ ไดโนเสาร์รุ่นหลังๆ จึงมีขนาดเล็กลง ในขณะที่พวกตัวใหญ่ๆเริ่มพากัน ล้มหายตายจากไปตามกฏของ ธรรมชาติ สำหรับตระผมลตัวใหญ่ที่จะ ดันทุรังมีชีวิต อยู่บนโลกใบนี้โดยไม่ลดขนาด ก็มีอยู่วิธีเดียวคือลดน้ำหนักตัวลง เพื่อเพิ่มความ คล่องแคล่วและ สงวนพลังงานใน การเคลื่อนไหว เอาล่ะ เจ้ามังกรก็คงวิวัฒน์ตัวเอง ออกมา ในทางเลือกที่สองนี้ แถมยัง มีโรงงานผลิตก๊าซ ไฮโดรเยนในตัวเองอีก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์และกินเวลานานเอามากๆ ถึงแม้จะพิลึกและยาก นักวิทยาศาสตร์ก็ยังบอกว่า มันง่ายกว่าที่มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์จะวิวัฒน์มาเป็น โฮโมเซเปียนส์อย่างรวดเร็ว ในแบบที่เกิดขึ้นบนโลกของเรานี้ เป็นไหนๆ ในช่วง วิวัฒนาการนี้ บรรพบุรุษของมังกรก็ลดลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุด เหลือเพียงผลพวง ของความ เปลี่ยนแปลงเพื่อการอยู่ รอดนั่นก็คือ...มังกร มันได้ละทิ้งเครื่องประดับอัน ฟุ่มเฟือย เช่น หนอก เขา ต่างๆไปหมด แม้แต่กระดูกก็ยังวิวัฒน์ให้เป็นลักษณะกลวง พวกเกร็ดหนังหนาๆตามตัวที่เคยเป็นเหมือนเกราะบัดนี้ก็ได้หนักอึ้งเกินความจำเป็น พวกมันคงทิ้งส่วนนั้นไปอย่างไม่เสียดายเหลือไว้เฉพาะ เขาที่เอาไว้ป้องกันส่วนหัวเท่านั้น เราสามารถทึกทักเอาได้อย่าสบายมากว่ามังกรใช้วิธีการเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด เหมือนจิงโจ้แทนที่จะเดิน (ไม่แปลกเลย เมื่อเทียบกับการ เคลื่อนที่ ของพวกไดโนเสาร์ กินเนื้ออย่างเวโลซี แรพเตอร์) ด้วยการทำรูปร่างให้เบาและการ กระโดดก็ทำให้มังกรรุ่นหลัง สามารถกระโดดได้สูงขึ้น - น้ำหนักเบาลง จนกลายเป็นแทบ จะบินได้ในลูกหลานของมังกรช่วงหลัง มังกรไม่มีปีกในหลายๆ ชาติเช่นจีนหรือนอร์สนั้นบินได้ แท้ที่จริงมันอาจไม่ได้บิน แต่กำลังกระโดดอยู่ เพียงแต่กระโดดสูงเสีย จนคนเราคิดว่ามันกำลังบินอยู่ และเราก็ได้ ข้อสรุปว่าพวกมันเป็นบรรพบุรุษของมังกรรุ่นที่มีปีก เอ๊ะ... แล้วทีนี้ปีกของมังกรจะมาจาก ไหนล่ะ? ง่ายๆ พอกระโดดได้สูงขึ้นไกลขึ้นก็ต้องเริ่มหาอะไร มาช่วยบังคับทิศทาง ในการเคลื่อนไหว ธรรมชาติจึงสร้างปีกมังกร ขึ้นมาช่วยในการควบคุมทิศทาง เรื่องของ เรื่องก็เลยกลายเป็นแรกๆมังกรเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด พอกระโดดเก่ง เข้าก็เลยมีปีก เพื่อช่วยร่อนไปมาในอากาศเหมือนเทอร์ราโนดอนหรือบรรพบุรุษของนก และพอร่อนเก็บ Level เข้ามากๆก็เลยกลายเป็นบินได้ด้วยเองซะเลย สบายเขาล่ะ ด้วยข้อจำกัดทั้งหลาย ทั้งปวง มังกรจึงไม่น่าเป็น!ที่แข็งแกร่งโดดเด่นอะไรขึ้นมาได้(ยกเว้นรูปร่าง ซึ่งคงจะ น่าเกรงขามอยู่เอาการ) แต่ก็น่ายกย่องพวกมังกรอยู่ ที่มันสามารถวิวัฒนาการผ่านวิกฤต มาได้เหมือนกับ บรรพบุรุษของพวกนก ด้วยขนาดที่ใหญ่โตเกินไป มังกรจึงจำเป็นต้อง อยู่ในถ้ำแทนที่จะอยู่ในป่าหรือที่ราบซึ่งเหยื่อและศัตรูสามารถมองเห็น ได้ง่าย มังกรคงซุ่ม อยู่ในถ้ำหรือรอยแยกของหินผา คอยเวลาออกมาร่อนมากระโดดจับเหยื่อกิน ที่น่าสงสาร ก็คือ แม้พวกมันจะวิวัฒน์ผ่านวิกฤตเอาตัวรอดมาได้ แต่ด้วยข้อจำกัดที่พวกมันมีพวกมัน ก็คงดำรงเผ่าพันธุ์กันอยู่ได้ไม่นานหรอก ไดโนเสาร์แห่งยุคกลางที่เอาตัวรอด และสืบเชื้อ สายมา หลายล้านปีเหล่านี้ ท้ายที่สุดก็พากันลดจำนวนลงไปตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจจะเหลืออยู่ไม่กี่ตัวที่ยังรอดรอเวลามาให้วีรบุรุษเอาดาบมาเสียบพุงเล่น จนกลายเป็น ตำนานเล่าขานกันมาถึงปัจจุบัน และนี่คือความเป็นมาของมังกรภายใต้สมมติฐาน ที่เป็นไปได้ อ้างอิงข้อมูลจากทั้งเทพนิยายและตำราวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันคงไม่มีมังกรเหลืออยู่บนโลกนี้อีกแล้วนอกจากในภาพยนตร์หรือวิดีโอเกมส์ ซึ่งอย่างหลังนี่ดูจะมีออกมาท้าทายวีรบุรุษเกมเมอร์ เป็นพิเศษ ...(ขอบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อสันนิษฐาน อยู่ที่วิจารณญานส่วนบุคคลน่ะจะบอกให้ ...และขอขอบคุณ คุณโซนิค เจ้าของบทความเรื่องมังกรนี้ไว้ด้วย)

Pic

มังกร

นักรบหรือผู้กล้ากำลังฆ่ามังกรในเทพนิยาย

มังกรพ่นไฟ ฟู่ ~~~~

ฟอสซิล

ภาพนี้ทำให้คิดว่า มังกรมีจริงหรือเปล่ หรือว่าคำทำเอาเองน๊า

Comment

Comment:

Tweet

question wink wink

#13 By (124.120.94.166) on 2008-07-05 17:51

เชื่อว่ามังกรบินได้มากกว่า=3=
มันเหมือนกับในโดเสาทีปีนได้

#11 By กิตติพัฒน์ (125.26.167.227) on 2007-11-24 23:20

ผมอยากรู้ว่ามังกรมีอยู๋บนโลกไช่ไม และผมว่า

#10 By กิตติพัฒน์ (125.26.167.227) on 2007-11-24 23:17

ผมมาจาก ทีมงาน เอสเอฟผมว่ามันน่าจะมีจริง- -*

#9 By โป้งZA56 (125.24.157.64) on 2007-08-14 12:09

เราว่ามีจริงง่า ตอนนี้ก็อาจจะยังมีอยู่ แต่อยู่ในที่ๆคนหามะเจออ๊ะเป่า

#8 By Burning` on 2006-11-03 16:28

อีกเรื่องค่ะ มะกี้ลืม
ถ้าคอส ducan ไหร่บอกด้วยนะ
อยากเหนอ่ะ ชอบ
อยากตามไปเกบรูปอ่ะ อิ๊ๆ

#7 By Alizevalentine on 2006-11-03 12:51

เท่ห์จังเลยเนาะ
ได้ความรู้ใหม่ ๆ เยอะเลย
ชอบบีจีอ่ะ เท่ห์ ๆ ๆ
มังกรรูปแรกสวยค่ะ ชอบ
พีเอส เราก้อชอบมังกรล่ะ เท่ห์ดี

#6 By Alizevalentine on 2006-11-03 12:49

โอ้โห ข้อมูลแบบว่าปึ้กๆ มังกรมีจริงหรือเปล่าน๊า

#5 By หมาปุ๊ก on 2006-11-03 07:03

หนิงค่ะ เป็นหญิงสาวแห่งความมืดมิด เย้ย! ยินดีที่ได้รู้จักกก ค่า
สายแว้ว เด๊ยไวปเรียนก่องน๊า ไว้ตอนเยนจะกลับมาอ่านตำนานมังกรนะ

#4 By Burning` on 2006-11-03 05:45

555

อยากดูรูป

ไว้จะเข้ามาอ่านนะ

แอดไว้ก่อน

#3 By Rainbowless on 2006-11-03 03:27

โอ้โห

ท่านเจ้าของบลอค ลงเรื่องถูกใจมากกก ชอบมังกรอ่ะ

ถ้าอยากมีมังกร ขอแบลคดีกว่าเท่ดี เดือดสะใจดี คงจะแกร่งกว่าตัวทอง 555 ส่อแววเลวร้ายแล้วเรา

ง่ะ สมมุติฐานแรกผิดชัวร์ ล่วงลงแล้วมารอ เพี้ยนว่ะ

ไม่ว่ามังกรจะมีไรอยู่ในขน รึคล้ายอะไรก็ตาม แต่

มนุษย์ก็เป็นผู้ทำลายเสมอ.........

อย่าไปยุ่งกับสัตว์เล้ยยยย ถ้ามันมีจริงๆ อ่ะ

#2 By Rainbowless on 2006-11-03 03:08

ขอบคุงที่มาเม้นให้น๊า ซึ้งอีกแว้ว นานๆทีมีคนเข้า
เด๊ยวเราแอด fav ไว้นะ ถ้ามีแบนเนอร์ ก็ส่งลิ้งมานะ เราจะได้เอาไปแปะไว้
โอเค๊ วันนี้มาเม้ยเรื่องมังกรยังไม่ได้อ่านนะเด๊ยวต้องรีบนอนก่อน สัญญาพรุ่งนี้กลับจากเรียนจะมาอ่านนะเค๊อะ

#1 By Burning` on 2006-11-03 02:00